ssss

ผู้เขียน หัวข้อ: แชร์ประสบการณ์ สยองขวัญวันอัพไซส์ (เสริมหน้าอก) เมื่อเรารู้สึกตัวระหว่างผ่าตัด!!  (อ่าน 777 ครั้ง)

ออฟไลน์ teekai

  • หน้าตาดี
  • **
  • กระทู้: 50
  • คะแนนความนิยม : 4
    • ดูรายละเอียด
สวัสดีค่ะ วันนี้อยากจะเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์การเสริมหน้าอก เพื่อประกอบการตัดสินใจของคนที่กำลังคิดจะทำ และลังเลในการเลือกสถานที่ (ยืมล็อกอินเพื่อนมา)

ส่วนตัวเราที่เลือกศัลยกรรมอัพไซส์ก็เพื่อความมั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้า เพราะพื้นฐานแล้วเป็นคนที่ไม่มีหน้าอกเลยยยย  พอเริ่มแตกเนื้อสาวเริ่มแต่งตัว ก็อาศัยใช้บราที่เสริมฟองน้ำ   คือถ้ามองจากภายนอกแล้วเหมือนคนที่มีหน้าอก แต่แท้จริงแล้วเป็นฟองน้ำประมาณ 98% อีก 2 % คือเนื้ออันน้อยนิดที่มี 

แล้วคืออากาศบ้านเมืองเรามันก็ร้อนใช่ป่ะ  แล้วยิ่งใส่บราฟองน้ำหนาๆ นี่ทรมานยิ่งนัก เหงื่อไหลไคลย้อย อับชื้นมาก แล้วที่น่ารำคาญอีกอย่างนึงคือ ด้วยความที่มันไม่มีเนื้อนมเลยเนี่ย เวลายกแขน ชูมือ เอื้อมหยิบของไรงี้ บรามันก็ไหลขึ้นมาด้วย ต้องไปแอบเข้าห้องน้ำจัดระเบียบโกยนมขึ้นมาใหม่ เอาเป็นว่าถ้าคนที่จอแบนจะเข้าใจสถานการณ์นี้ดี

ทีนี้พออายุอานามเข้าเลข 3 แล้ว ก็เลยตัดสินใจศัลยกรรมไปเลยละกัน ก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลเล็กน้อย ด้วยความที่เป็นคนโลเลก็เลยไม่อยากศึกษาข้อมูลมาก เพราะกลัวอ่านไปอ่านมาแล้วไม่กล้าทำ กลัวตัวเองถอดใจ   

หลังจากที่เสิชหาข้อมูลมาเล็กน้อยก็ได้ลิสต์รายชื่อหมอในดวงใจมา 1 คนถ้วน ราคาค่อนข้างสูงพอสมควร ประมาณ 1 แสนนิดๆ (จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้เพราะผ่านมา 3 ปีแล้ว) ที่เลือกหมอท่านนี้เพราะว่าที่อ่านๆจากในรีวิวคือ ท่านจะเลือกไซส์ให้แบบธรรมชาติ เหมาะสมกับรูปร่าง ไม่ใหญ่เว่อวังอลังการ  คือจะไปรีเควสไซส์ใหญ่เกินตัวนี่ท่านจะไม่ให้เด็ดขาด คือจะไม่ตามใจคนไข้นั่นเอง ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของเรา เพราะทำมาไม่ได้ต้องการไปอวดใคร คือต้องการแค่ให้ใส่เสื้อผ้าแล้วดูสวยงามมีเว้าโค้งแค่นั้น

หลังจากนั้นก็จัดแจงโทรนัดกับทางคลินิก เพื่อเข้าไปตรวจ เลือกไซส์ ปรึกษากับคุณหมอ

พอถึงวันนัด ก็เข้าไปที่คลินิก สภาพคลินิกก็สวยงามเหมือนคลินิกเสริมความงามทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน  เราก็นั่งรอคิวตรวจ คนรอตรวจน่าจะประมาณ 10 คนได้ แต่ละคนก็ดูดีมีฐานะ สมราคานมหลักแสน  55  พอถึงคิวเราตรวจ คุณหมอก็ให้ถอดเสื้อออก ตอนนั้นอารมณ์แบบเขินสุดชีวิต ถอดเสื้อให้ผู้ชายดูนมครั้งแรก 55 แต่ก็ทำหน้านิ่งๆ ถอดก็ถอด 

คุณหมอเอาสายวัดมาวัดๆๆทาบๆ น๊มน้มทั้งสองข้าง หลังจากนั้นก็แจ้งว่าเราน่ะ หัวนมทั้งสองข้างสูงต่ำไม่เท่ากันนะ ตอนนี้นมเล็กมองไม่ค่อยออกหรอก ถ้าเสริมมาแล้วจะเห็นชัดเจน แล้วก็แจ้งไซส์ที่เหมาะกับเรามา หลังจากนั้นก็ให้ใส่เสื้อคล้ายๆสปอร์ตบรา แล้วเอาซิลิโคนขนาดที่เราได้ยัดใส่ไปในบรา นี่คือขนาดนมที่เราจะได้หลังจากเสริม ตอนนั้นก็ขวยเขิน ดูมันใหญ่จัง เลยแจ้งหมอไปว่ามันใหญ่ไปนะ หมอก็ทำหน้าแบบเอือมๆว่า ไม่ใหญ่หรอก  จากนั้นก็ไปใส่เสื้อผ้า ออกไปหน้าเคาน์เตอร์ นัดวันที่จะเข้าผ่าตัด พร้อมทั้งวางเงินมัดจำไป 10,000 บาท หรือ 12,000 บาท จำตัวเลขไม่ได้  (ข้ามชอทถ่ายรูปไป เพราะว่าพอถึงคิวเรา กล้องหมอแบทหมดพอดี)

หลังจากวางเงินมัดจำไปละ ก็มั่นใจระดับนึงว่าตัวเองคงไม่เปลี่ยนใจ จึงเริ่มเสิชหาข้อมูลอีกครั้ง  ก็พบว่ามีคุณหมออีกท่านนึง ฝีมือดี ราคาย่อมเยา (ถูกกว่าหมอท่านแรกครึ่งนึงเลยทีเดียว) รับผิดชอบงานหลังการขาย   ข้อเสียที่อ่านเจอคือ พนักงานจะดุมาก  เอาละสิๆๆ ทีนี้ใจก็เริ่มเอนเอียงไปทางหมอท่านนี้ บวกลบคูณหาร เงินมัดจำที่จ่ายไปแล้ว ยังไงๆก็ถูกกว่านะ ความคิดเราคือ เสริมหน้าอกก็แค่ทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นปะ  ขั้นตอนคงเหมือนๆกันนั่นแหละ ผ่าๆยัดๆเย็บๆ เสร็จ จะจ่ายแพงกว่าทำไม  เรื่องชนิดยี่ห้อซิลิโคนนี่ตัดไปเลย เราไม่ได้ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลส่วนนี้  (อันนี้เป็นข้อเสียของตัวเอง ขอน้อมรับ)   อีกทั้งคุณหมอท่านนี้ก็ผ่ามาเยอะแยะมากมายเพราะราคาย่อมเยา ไม่เห็นมีเคสหลุดๆออกมาโวยหรือดิสเครดิตเลย


พอดีนึกได้ว่ามีพี่ที่รู้จักเคยเสริมหน้าอกกับหมอท่านนี้ พี่เค้าก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆบอบบาง แบบผู้หญิงจ๋า ยังเลือกทำกะหมอท่านนี้เลย  คิดได้ดังนั้นก็เลยไปปรึกษาคุณพี่ท่านนั้น  คุณพี่ก็แนะนำเลย ดี ทำออกมาธรรมชาติมากๆ นมนิ่ม ไม่แข็งเป็นก้อน ไม่เบี้ยว ไม่มีปัญหาใดๆ จะจ่ายแพงกว่าทำไม  เออน่านสิ คิดได้ดังนั้นก็เปลี่ยนใจทันที  โทรไปหาคลินิกหมอสงกรานต์ทันที (นามสมมติ  เพราะเราทำช่วงสงกรานต์)   โทรไปสอบถามว่าช่วงวันที่ต้องการว่างมั้ย มีคิวมั้ย  คุณหมอรับโทรศัพท์เอง แจ้งว่ามีคิว เข้ามาได้เลย จะมาวันไหนก็มา มาเช้าๆ เราก็โอเคตามนั้น

ตัดสินใจ
ทีนี้เราก็มานั่งเปรียบเทียบระหว่างสองคลินิก อย่าเรียกว่าเปรียบเทียบเลย เรียกว่าหาเหตุผลจูงใจตัวเองให้เลือกคลินิกที่ถูกกว่า

คลินิกแพง ผ่าตัดที่ โรงพยาบาล ใช้วิธีวางยาสลบ
คลินิกถูก ผ่าตัดที่คลินิก ไม่ใช้ยาสลบ แต่ให้ยาเบลอๆแทน (อ่านจากรีวิว)
สรุป อันนี้คือเหตุผลหลักที่เราเลือกคลินิกถูก เพราะกลัวการเข้าโรงพยาบาล กลัวยาสลบ กลัวแพ้ยาสลบแล้วไม่ฟื้น เหมือนตามข่าวที่เคยได้ยิน

ทีนี้ก็รอวัน ขึ้นเขียง  ช่วงที่รอก็ไม่ได้เล่าให้ทางบ้านฟังหรอก เล่าให้เพื่อนสนิทๆ 3-4 คน ฟังเท่านั้น

1วัน ก่อนวันนัด
เราก็ไปเปิดห้องที่รร. แถวๆ คลินิกนั้นค้าง ค่าห้องน่าจะคืนละ 1,300 – 1,600 (จำราคาที่แน่นอนไม่ได้อีกแล้ว)  ไปนอนคนเดียว เพราะไม่อยากให้เพื่อนมารอ  นัดให้เพื่อนมารับที่คลินิกอีกทีตอน 6 โมงเย็นวันผ่า เพื่อกลับมาค้างรร.เดิม

วันนัด
เราก็อาบน้ำปะแป้ง แต่งตัวแต่เช้า เตรียมไปขึ้นเขียงที่คลินิก  ต้องบอกว่าไม่เคยเห็นหน้าตาคลินิกนี้มาก่อน ไม่เคยเสิชดูหน้าตาคลินิก  ใจก็คิดว่าคงเหมือนกับคลินิกเสริมความงามทั่วๆไป  เมื่อคืนตอนมาถึงรร. ก็ผ่านคลินิก แต่มันดึกคลินิกก็ปิดแล้ว 

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเตรียมข้าวของเสร็จ ก็เดินออกไปคลินิก ซึ่งห่างจากรร.ไม่ถึงร้อยเมตร ไปถึงน่าจะประมาณ 7 โมงเช้า (ถ้าจำไม่ผิด)   ตอนที่ไปถึงก็พบว่ามีคนมารอหน้าคลินิกแล้ว ประมาณ 20 คนได้ ประตูคลินิกยังไม่เปิด แต่ละคนก็นั่งรอแถวๆฟุตบาทบ้าง บนโต๊ะร้านค้าแผงลอยบ้าง บนมอเตอร์ไซบ้าง  ตามยถากรรม ส่วนเรานั่งตรงขอบประตูของร้านข้างๆ  สักพักก็มีผู้หญิงคนนึงมานั่งข้างๆ เราก็เลยเริ่มชวนคุย

เรา: มาเสริมหน้าอกปะ
นาง: (สภาพนั่งยองๆ มัดผมมวยจุก นั่งห่มผ้าพันคอ) เราเสริมไปแล้ว วันนี้มาถอดสายเดรน (สายที่ระบายเลือดเสียออกจากแผลผ่าตัด) พูดจบนางก็เปิดผ้าพันคอให้ดูสายเดรน ที่ทิ่มเข้าไปใต้รักแร้ พร้อมมีถุงเลือดห้อยออกมา
เรา: (ตอนนั้นใจเสียมาก แต่ก็ชวนนางคุยต่อ) เป็นไงบ้างอะ เจ็บมากมั้ย ได้ข่าวว่าหมอกะเจ้าหน้าที่ดุมาก จริงปะ
นาง: โคตรเจ็บเลย  หมอก็พูดจาห้วนๆอะ สไตล์แก  ส่วนพนักงานก็ดุอะ ไม่รู้จะดุทำไมนัก ยิ้มพูดดีๆก็ได้ป่าววะ
เรื่องดุไม่เท่าไหร่นะเว้ย แต่สถานที่มันไม่ใช่อะ เตียงที่เข็นเข้าห้องผ่า ก็เหมือนอ๊อกเองอะ  ไม่ไหวอะ (นางก็บ่นๆๆ ต่อ จำเนื้อหาไม่ได้ละ จำได้แค่เรื่องเตียง)

สักพักประตูคลินิกก็เปิดออก ทุกคนก็เข้าไปข้างใน

สภาพคลินิก
สภาพที่เห็นคือ เหมือนคลินิกทำแท้งเถื่อน55 (มโนเองว่าต้องหน้าตาแบบนี้) มีเคาเตอร์ แล้วมีเก้าอี้ให้นั่งรอ  บรรยากาศอึมครึม ห้องทึบๆ อับๆ  หลังเคาร์เตอร์ก็จะมีห้อง 1 ห้อง เรียกว่าห้องอเนกประสงค์ละกัน เพราะห้องนั้นเป็นทั้งห้องกินข้าวของพนักงาน ห้องตัดไหม ห้องฉีดแผลคีลอยร์ ห้องเก็บกระเช้า ฯลฯ

ส่วนด้านซ้ายมือมี 2 ห้อง คือห้องคุณหมอ กับห้องอะไรดีอะ ห้องเก็บของ ห้องนั่งรอ แล้วแต่จะเรียกละกัน

สักพัก พนักงานก็เรียกชื่อทีละคนพร้อมเก็บบัตรประชาชน พร้อมชำระเงิน เราอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีชื่อ ก็เอาบัตรไปให้คนท้ายๆ หลังจากนั้นนางก็แจกชุดที่ใส่ตอนผ่าตัด

ชุดใส่ตอนผ่าตัด
มีสองแบบคือ ชุดนอนกระโปรงที่มีกระดุมข้างหน้า สีชมพู ลายคิตตี้ ลายหมี ลายอะไรก็ว่าไป กับชุดสีเขียวๆ ที่เหมือนตามโรงพยาบาล แต่สภาพเหมือนผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 มา เราก็ได้ชุดคิตตี้สีชมพูมา หลังจากนั้นก็ไปเปลี่ยนชุด แล้วมาเข้าคิวรอคุณหมอเลือกไซส์ซิลิโคนให้

ขั้นตอนตรวจเลือกไซส์ 
จะใช้เวลาในการพิจารณาแต่ละคนไม่น่าจะถึงนาที หมอจะถามอยากได้แบบไหน บางคนบอกเอาแบบใหญ่ หมอก็จะมองนม 3 วิ แล้วก็บอกไซส์ที่จะใส่ให้ ส่วนเราบอกเอาธรรมชาติ หมอก็บอกไซส์มา ซึ่งตรงกับไซส์ที่หมอที่คลินิกแรกให้เลย ทีนี้ก็เริ่มใจชื้นละ คิดว่าหมอมืออาชีพมากๆ ใช้สายตาคะเนแปปเดียวรู้เลยว่าควรใส่เท่าไหร่ ไม่เห็นต้องเอาสายมาวัดๆทาบๆ 

หลังจากนั้นก็นั่งรอคิว พร้อมทั้งนั่งสะกดจิตตัวเองด้วยข้อดี 1 ข้อที่เจอ คือ “ไซส์ซิลิโคน เลือกได้เท่ากับหมอราคาแสน”  “ไซส์ซิลิโคน เลือกได้เท่ากับหมอราคาแสน” นั่งท่องวนไป เพราะบรรยากาศมันน่าเปลี่ยนใจวิ่งหนีออกไปมาก จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมวันนั้นถึงไม่เดินออกมา ทำไมถึงไม่ถอดใจ

เจ้าหน้าที่จะเรียกไปทีละ ประมาณ 10 คน ไปนั่งรอหน้าห้องผ่า  ใช้เวลาผ่าตัดประมาณคนละครึ่งชั่วโมง (จำไม่ได้แน่นอน) หลังจากผ่าเสร็จ ก็จะถูกลำเลียงมาไว้ห้องพักฟื้น  นอนพักฟื้นให้หายเมายาประมาณ ครึ่งชั่วโมง – 1 ชั่วโมง แล้วแต่เคส

เราก็นั่งปากแห้งรอคิวไป ระหว่างรอก็จะมีคนที่ผ่าเสร็จแล้ว เดินลงมา พร้อมถุงเลือด+สายเดรนที่ห้อยตรงรักแร้ มองแล้วก็บอกตัวเองว่า คนอื่นเค้ายังผ่านไปได้เลย ทำไมเราจะทำไม่ได้ละ ฮึ้บๆ สู้ๆ นั่งรอต่อไป

ถึงคราวขึ้นเขียง
ถึงคิวเราผ่าก็ประมาณ 2ทุ่ม 3 ทุ่มกว่าได้ ตอนนั้นสมงสมองเราเบลอไปหมดแล้ว ทั้งง่วง ทั้งหิว ไม่ได้กินอะไรทั้งวัน แม้แต่น้ำเปล่า พอพยาบาลมาเรียกก็เดินเข้าไปในห้อง ช่วงนี้จำอะไรไม่ได้เท่าไหร่ เอาเป็นว่าเข้าไปนอนแล้วโดนยาเบลอ แล้วเราก็หลับไป.... นานเท่าไหร่ไม่รู้ อารมณ์ตอนนั้นเหมือนเห็นตัวเองลอยอยู่ในห้วงอวกาศ เคว้งคว้าง จำอะไรไม่ได้เลย พยายามนึกๆๆว่าเรา ตายแล้วเหรอ เราอยู่ที่ไหน แล้วสติเราก็เริ่มๆมา  ค่อยๆเรียงลำดับว่าเรามาเสริมอึ๋ม เรานั่งรอคิว ถึงคิวเรา เราเข้าห้องผ่า ใช่!! เราเข้าห้องผ่า หลังจากนั้นก็รู้สึกตัว  พอรู้สึกตัว สภาพเราคือถูกปิดตา นอนอยู่บนเตียงแขนโดนตรึงเหมือนกางบนไม้กางเขน  เราก็คิดว่า โอ้วว มันเริ่ดมาก ไม่เจ็บเลย ไม่รู้สึกอะไรเลย ผ่าเสร็จแล้วเหรอเนี่ย พอนึกได้ก็ลองส่ายๆหน้าอกดูว่าเสร็จแล้วจริงๆใช่มั้ย  ระหว่างที่สับสนตัวเองนั้น หมอก็เดินเข้ามานั่ง จับแขนเตรียมตัวผ่า

OMG!!!! ยังไม่ได้ผ่าวะ คือยังไม่ได้เริ่มผ่าเลย คือกรูรู้สึกตัวแล้ว คือหมอกำลังจะเริ่มผ่า คือสติมาแล้ว แต่เหมือนกล้ามเนื้ออ่อนแรง ขยับไม่ได้ ปากพูดไม่ได้  พยายามจะพาตัวเองกลับสู่ห้วงอวกาศนั้น หลับๆสิ เบลอสิ  แต่กลับไปไม่ได้แล้ว ทำไงดีๆๆๆ

ช่วงระหว่างผ่าตัด
บอกเลยว่าเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตแล้ว คือรู้สึกตัวตลอดแต่พูดบอกไม่ได้ รู้หมดว่าหมอทำอะไรตรงไหนบ้าง เริ่มจากกรีดใต้รักแร้ หลังจากนั้นก็เอาอะไรแซะๆคว้านๆข้างในทรวงอก  เคลียร์พื้นที่ให้ซิลิโคนเข้ามาอยู่ ขั้นตอนนี้เป็นอะไรที่ทรมาณมากกกกกกก ก.ไก่แปดร้อยล้านตัว T_T คือยาชามันไม่ได้ชาทั่วถึง คือเหมือนแซะเนื้อสดๆ เจ็บที่สุดในชีวิต พยายามรวบรวมกำลังที่มี เปล่งเสียงออกมา คืออยากให้หมอรู้ตัวนะว่าอิชั้นไม่เบลอค่ะ อิชั้นเจ็บค่ะ ยาชาไม่ได้ผลค่ะ

เรา: โอ่ย!! (เสียงเล็ดออกมาเบาๆ ) 

หมอ: (ก็ยังคงไม่เบามือ พร้อมทั้งว่าเราไปด้วย) ร้องทำไม อิห่านี่ร้องทำไม ไม่เจ็บแล้วร้องทำไม เดี๋ยวก็ยัดให้ไม่สวยเลยนี่ ยิ้ม

เรานอนน้ำตาไหลค่ะนาทีนั้น เจ็บทั้งตัว เจ็บทั้งใจ  ไม่คิดว่านั่นคือคำพูดแบบนั้นจะออกมาจากปากหมอ  เราไม่รู้ว่าหมอจะรู้มั้ยว่าเรามีสตินะ เรารู้สึกตัวนะ เสียงที่เปล่งมาคือรวบรวมมาจากแรงทั้งหมดที่มีนะ ไม่ได้เสียงกระตุกออกมาเอง

หลังจากนั้นเลยนอนร้องไห้เงียบๆ ใจคิดถึงพ่อแม่มาก คิดว่าจะได้กลับไปบ้านอีกมั้ย คิดโกรธตัวเองว่าทำไมถึงเลือกที่นี่ คิดไปต่างๆนาๆ
หมอก็แซะๆยัดๆซิลิโคน  และก็เย็บแผล ช่วงที่ทำข้างที่ 2 ยัดซิลิโคนเสร็จ ฮีวิ่งออกไปดูทีวีว่ะเฮ้ย วันนั้นมีแข่งกีฬาอะไรสักอย่าง แล้วฮีก็วิ่งกลับมาเย็บๆแผลต่อ  พอเสร็จก็ถูกเข็นออกมานอนพักห้องพักฟื้น

ช่วงที่เจ้าหน้าที่ย้ายเราจากเตียงเข็นไปเตียงพักฟื้นนี่เหมือนผักปลาค่ะ ผลักๆส่งๆแบบไม่ใยดี
เหมือนว่าเรื่องราวจะจบแค่นี้ เหมือนว่าเรื่องเลวร้ายมันได้ผ่านไปแล้ว    ช้าก่อน!!! นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

เดี๋ยวจะสงสัยว่าเรื่องผ่านไป 3 ปีแล้วทำไมเพิ่งมาเล่า
คืองี้ ตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ก็อยากจะมาเล่า แต่ว่ามันทำใจนึกถึงเรื่องราวไม่ได้จริงๆ เวลาหลับตานอน พอช่วงเคลิ้มๆ ก็จะฝันถึงเหตุการณ์ตอนผ่าตัด แล้วก็สะดุ้งตื่น นอนผวาแบบนี้เป็นเวลาหลายเดือน เป็นปีก็ว่าได้

ต่อ
หลังจากนอนพักฟื้นได้ครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ก็ไล่ให้กลับบ้านได้  ได้ยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวดมากิน  แล้วนางก็แจ้งว่าพรุ่งนี้มาถอดสายเดรนได้ ช่วงสายๆ  เราก็ถามนางว่ากลับไปเรากินข้าวได้เลยมั้ย คือหิวมาก  นางก็บอกว่ากินได้ปกติ

พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินลงมาหาเพื่อนที่มารอรับ เพื่อนหน้าตาแบบกังวลใจมาก เพราะเรานัดให้มารับ 6 โมงเย็น แต่เอาเข้าจริงเสร็จสี่ทุ่มกว่า  เพื่อนก็ช่วยพยุงร่างอันบอบช้ำเดินกลับรร. 

พอถึงห้อง เห็นได้ชัดว่าเพื่อนหน้าตาวิตกกังวลอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้เราเสียขวัญ แค่บ่นๆว่าพนักงานที่นี่พูดจาไม่ดีเลย ถามว่าเราอยู่ไหน จะเสร็จประมาณกี่โมงก็ไม่ตอบ ไล่ๆให้กลับไปอย่างเดียว ก็ไม่รู้ว่าเราเป็นตายร้ายดียังไง (นางก็ยังคงไม่พูดถึงสภาพคลินิกที่เห็น55) สักพักนางก็ไปซื้อข้าวต้มมาให้กิน เรากินไปได้หน่อยนึงก็ลุกไปล้างหน้า บ้วนปาก เตรียมนอน

ก่อนนอน ก็เอาน้ำ และก็ยาต่างๆมาไว้ใกล้ๆตัว คือพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะว่าเพื่อนจะเฝ้าเราได้แค่คืนนี้คืนเดียว คืนต่อๆไปเราต้องใช้ชีวิตคนเดียว โดยจะมีเพื่อนอีกคนนึงมาเยี่ยมช่วงเย็นแค่นั้น

เราใช้วิธีนั่งหลับเอา ไม่กล้านอน เพราะจะลุกยาก เลยใช้หมอนหนุนๆหลัง แล้วนั่งยืดขาหลับ  คืนแรกด้วยความเหนื่อยเพลียก็หลับไป  คือเข้าใจว่าตัวเองหลับสนิท แต่พอเช้ามาเพื่อนบอกว่าเรานอนร้องครวญครางทั้งคืนเลย นางกลัวมาก 55


ออฟไลน์ teekai

  • หน้าตาดี
  • **
  • กระทู้: 50
  • คะแนนความนิยม : 4
    • ดูรายละเอียด
เช้าวันที่ 1 หลังผ่า
ตื่นเช้ามาก็เจ็บปวดรวดร้าว เจ็บแสบข้างในหน้าอก อารมณ์เหมือนแบบเป็นแผลสดๆ (แผลในทรงอกที่หมอคว้านๆแซะๆ เคลียร์พื้นที่ให้ซิลิโคนอยู่)  แล้วมีซิลิโคนมาทิ่มแผล ความรู้สึกประมาณนั้น  แต่พยายามฝืนไม่คิดเรื่องเจ็บมาก กลัวเพื่อนไม่สบายใจเพราะนางจะต้องกลับบ่ายนี้แล้ว  ก็พยายามช่วยเหลือตัวเองกินข้าวกินน้ำกินยา คือของทุกอย่างวางอยู่ในรัศมีที่มือหยิบถึง ไม่ต้องลุกเดิน  จะลุกเดินเฉพาะตอนเข้าห้องน้ำแค่นั้น

ช่วงเที่ยงๆบ่ายๆ ก็พากันเดินกลับไปที่คลินิกเพื่อถอดสายเดรนออก วิธีถอดก็ไม่มีไรมาก ดึงออกมาเลย ปรึ๊ดเดียว ถามว่าเจ็บมั้ย จำไม่ได้ เพราะเจออะไรที่คิดว่ามันเจ็บสุดชีวิตมาแล้ว ความเจ็บเล็กน้อยแค่นี้เลยไม่อยู่ในความทรงจำ

วันที่2
ก็นั่งหลับเหมือนเดิม อาการเจ็บก็ไม่ได้ทุเลาลง ต้องคอยเอามือประคองนมไว้ตลอด  คือหลังผ่าเสร็จทางคลินิกจะพันผ้ารัดหน้าอกมาให้ แต่เราก็ต้องเอามือยกประคองไว้ เพราะมันเจ็บแสบมากถ้าปล่อยให้มันถ่วงลงมาตามธรรมชาติ

นั่งดูทีวีบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง หลับๆตื่นๆ ตามเรื่องตามราว คือหลับแต่ละครั้งก็ 15-20 นาที เพราะจะฝันถึงตอนที่ผ่าตัดแล้วก็ผวาตื่นตลอด พอตื่นมาก็จะร้องไห้ต่อ

ตกเย็นเพื่อนอีกคนนึงมาเยี่ยม ซื้อข้าวปลาอาหารขนมนมเนยมาให้ คือเราลิสต์ๆไว้ละว่าอยากได้อะไรบ้าง แล้วไลน์ไปบอกให้เพื่อนซื้อมา  ก็นั่งเม้ามอยกับเพื่อนไป จนถึงมืดๆ อาการเจ็บไม่ต้องพูดถึง มันเจ็บมากๆ ไม่มีลดลงเลย แต่ก็อีกละ ไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่ามันแย่ มันทรมานขนาดไหน  เลยพยายามทำตัวให้ปกติ เพื่อนก็รอจนกินข้าวเย็น กินยาเสร็จ จัดแจงของทุกอย่างให้อยู่ใกล้ๆมือเราเสร็จ นางก็ขอตัวกลับ  ช่วงที่อยู่ในห้องคนเดียวเราก็ร้องครวญครางตามปกติ ไม่ต้องเก็บกด

ออฟไลน์ teekai

  • หน้าตาดี
  • **
  • กระทู้: 50
  • คะแนนความนิยม : 4
    • ดูรายละเอียด
วันที่3
กิจวัตรประจำวันก็เหมือนเดิม ตื่นมาก็เช็ดตัว ล้างหน้าแปรงฟัน กินข้าวกินยา แล้วก็นั่งบนเตียง ดูทีวี เล่นโทรศัพท์ หลับๆตื่นๆ  ช่วงสายๆ แม่บ้านก็เปิดประตูมาเพื่อทำความสะอาด เป็นช่วงจังหวะเดียวกันกับที่เราเพิ่งแก้ผ้าเดินออกมาจากห้องน้ำ เพื่อจะเปลี่ยนชุดใหม่  คือเวลาเดินเนี่ยจะเดินได้ช้ามากๆ ขยับได้ทีละนิดๆ  ถ้าเป็นตอนปกติ มีคนเปิดประตูมาเห็น แก้ผ้าเดินโทงเทงแบบนี้ เราคงกระโดดหลบ เอาผ้าเผ้อมาปิด กรีดร้องอะไรก็ว่าไป แต่นี่แบบเดินหนีไม่ไหว สภาพเดินเหมือนตัวสลอท ทุเรศตัวเองมาก  ป้าแม่บ้านก็รีบพูดเลยว่า ไปทำนมมาเหรอ ไม่ต้องอายหรอก ป้าเห็นประจำ แล้วนางก็เดินเก็บขยะ ล้างห้องน้ำตามเรื่องตามราว ส่วนเราก็กระดึ้บๆ จนขึ้นเตียงห่มผ้า

ตกบ่าย รอยพับตรงรักแร้มันปูดบวมออกมาแล้วก็ม่วงๆช้ำๆ  จากที่เจ็บอยู่แล้วก็เจ็บมากขึ้นอีก ไม่รู้จะบรรยายยังไง ช่วงนี้คือหลับไม่ได้แล้ว หลับได้นานสุดคือ 5 นาที มันเจ็บปรี๊ดๆ ตลอด  เลยบอกเพื่อนว่าวันนี้ไม่ต้องมาเยี่ยม คืออยากนอนร้องครวญครางคนเดียว (คิดในใจ) 

จนเย็น ก็ยังไม่มีวี่แววดีขึ้น นอนร้องไห้ตลอด  จริงๆนัดให้แฟนมาหาเย็นวันพรุ่งนี้ แต่คือเจ็บจนแบบไม่ไหวแล้ว อยากได้คนปลอบใจ  เลยบอกแฟนว่าตื่นเช้าแล้วให้มาเลยนะไม่ต้องรอมาตอนเย็นแล้ว

คือตั้งแต่บ่ายวันนี้จนถึงเช้าอีกวันนึง หลับๆตื่นๆ แต่ละครั้งหลับได้ไม่เกิน 5 นาที ทั้งเจ็บแสบ ทั้งฝันร้าย ทั้งผวา ทรมานมาก คราวนี้เจ็บมากกว่าตอนที่รู้สึกตัวตอนผ่าตัดอีก  เพราะตอนผ่าตัดคือเจ็บสุดๆช่วงที่หมอกระซวกๆ แต่ตอนนี้คือเจ็บสุดๆตลอดเวลา

ทนมาจนถึงตอนเช้า แฟนมาถึงประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ เห็นว่าอาการเราไม่ค่อยดี พอแปดโมงคลินิกเปิด แฟนก็เลยโทรไปถามทางคลินิกว่าเราอาการเป็นแบบนี้ๆ คือมันปกติมั้ย พอวางสายไม่ถึง 15 นาที ก็มีเจ้าหน้าที่จากคลินิกมาหาที่ห้อง พร้องวีลแชร์ 1 คัน เข็นโดยวินมอไซต์รับจ้างตรงข้างคลินิกนั่นแหละ  พอนางดูแผลที่ปูดเสร็จก็ให้เรานั่งวีลแชร์ไปคลินิก เพื่อให้หมอเช็คอีกที

พอถึงคลินิก หมอมาดูๆแผลแล้วก็บอกให้เรานอนค้างที่คลินิกเลย แฟนก็ไปของที่จำเป็นมาไว้ให้ เราก็ให้แฟนกลับบ้านไป

ส่วนเราก็นอนที่คลินิกนั่น นอนในห้องพักฟื้นที่ทุกคนมานอนพักหลังจากผ่าเสร็จนั่นแหละ คราวนี้เลยได้เห็นบรรยากาศสถานที่เต็มๆ  คิดภาพตามละกัน ห้องผ่าตัดและห้องพักฟื้นอยู่บนชั้น 3 หรือ 4 นี่แหละ ของตึก เป็นห้องกว้างๆ มีเตียงประมาณ 15 เตียงได้มั้ง เตียงก็ตั้งๆ ตามอัธยาศัย สภาพเตียงเหมือนเตียงร้านสระผมแบบชาวบ้านๆน่ะ ไม่มีผ้าคลุมเตียงไม่มีอะไร นอนโล้นๆแบบนั้น สภาพห้องก็สีหลุดร่อน กำแพงแตกลายงา อะไรก็ว่ากันไป

คิดดูว่าปกติก็นอนผวาอยู่แล้ว แล้วต้องมาอยู่สภาพนั้น มาเห็นคนที่ผ่าตัดคนแล้วคนเล่าออกจากห้องผ่า มานอนพักฟื้น บางคนก็ร้องครวญครางเสียงดัง บางคนก็ร้องไห้ กระเทยตัวใหญ่ๆที่ดูเข้มแข็งนี่นอนร้องไห้ดังมากจนเจ้าหน้าที่เข้ามาดุ บางคนก็เพ้อท่องบทสวดอะไรไม่รู้เสียงดังมาก คือผีมากๆ เหมือนตกนรกทั้งเป็น เห็นบางคนออกจากห้องผ่ามาพักไม่ถึงครึ่งชม. เจ้าหน้าที่ก็มาไล่ให้กลับได้แล้ว คือเตียงเต็ม จะอ้อนวอนขอนอนพักอีกแปปนึงก็ไม่ได้ ก็ลากสังขารเดินกลับไปกัน


 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18