ผู้เขียน หัวข้อ: ผ่าตัดตาสองชั้นแบบกรีดและผ่าตัดถุงใต้ตา  (อ่าน 34 ครั้ง)

ออฟไลน์ patty147

  • หน้าตาธรรมดา
  • *
  • กระทู้: 1
  • คะแนนความนิยม : 0
    • ดูรายละเอียด
สวัสดีค่ะ เพิ่งจะผ่าตัดตาสองชั้นไปเมื่อ1เดือนก่อน และผ่าตัดถุงใต้ตาเมื่อ4วันที่แล้วค่ะ
อยากจะบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการหาข้อมูลประกอบการทำศัยกรรม และขอขอบคุณสมาชิกหลายท่านมากๆที่ได้มารีวิวให้ข้อมูลเอาไว้ด้วยค่ะ
**ข้อมูลนี้เป็นประสบการณ์เฉพาะตัว เป็นเพียงแนวทางประกอบการปฏิบัติตนเองเท่านั้น**
การผ่าตัดทำตาสองชั้น
    การเข้าปรึกษาแพทย์ ควรหาอ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์และรีวิว,ข้อควรระวัง และอื่นๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพูดคุยกับแพทย์
        ผู้เขียนได้นัดเข้าไปปรึกษากับคลินิค 2-3 แห่งและสอบถามถึงแนวทางการรักษาของแพทย์แต่ละท่าน ค่าผ่าตัด เงื่อนไขการชำระเงิน และความรับผิดชอบกรณีเกิดข้อผิดพลาด

     ลองเสิร์ชข้อมูลในเนตดูเผื่อว่าเจอรีวิวว่าแพทย์เคยมีเคสพลาดบ้างไหม อย่างไร และกรณีที่พลาดโดยทั่วไปมีอะไรบ้าง เช่น การเย็บ3จุดชั้นตาอยู่ได้ไม่ถึงปี ชั้นตาสูงเกินไปไม่เหมาะกับหน้า ตาปิดได้ไม่สนิท เป็นต้น ผู้เขียนเลือกผ่าแบบกรีดยาว เพราะมีหนังตาและไขมันเยอะต้องตัดออก และอยากให้ชั้นตาอยู่คงทนไปเป็น10ปี ไม่อยากเจ็บตัวและเสียเงินเสียเวลาบ่อย เห็นในรีวิวว่ามีคนได้ทำตาแบบเย็บ3จุด เมื่อเวลาผ่านไปแล้วต้องการไปกรีดตา จะต้องเลาะผังผืดที่ไหม3จุดก่อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้หากอายุยังน้อย มีเวลาพักฟื้นน้อย การเย็บ3จุดก็เป็นตัวเลือกที่ดี อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อน

     ได้ข้อมูลมาว่าปกติคนเราไม่ควรผ่าตาเพื่อทำตาสองชั้นเกิน 2 ครั้ง และหากผ่าตัดหนังตามาหลายครั้งแล้วอาจต้องมีการผ่าตัดยกหัวคิ้วหรือขมับยกขึ้นไปด้วย (ลองสังเกตพื้นที่ระหว่างตากับคิ้วจะเห็นว่าแคบลงกว่าเดิม เพราะมีการตัดหนังตาออกด้วย) 
     
      ตัดสินใจเลือกคลินิคที่พนักงานบริการดี มีแพทย์เฉพาะทางและเชี่ยวชาญด้านผ่าตัดตาให้ข้อมูลตรงไปตรงมา เน้นเป็นธรรมชาติ(คือชั้นตา8มิล. แต่ผู้เขียนขอแค่7มิล.เพราะเดิมเป็นคนหน้าหมวยเลยไม่อยากได้ชั้นตาลึกเปลี่ยนหน้าตัวเองเกินไป เห็นว่าบางคนไม่อยากให้คนอื่นสังเกตเห็นก็เลือกทำชั้นตาเล็กกว่านี่้)ไม่รับเคสเยอะต่อวัน มีแนวทางแบบตัดทีละน้อย(ผิวหนังและไขมันรอบดวงตาหากตัดเยอะไปจะเรียกคืนไม่ได้แล้ว มิฉะนั้นอาจต้องดูดไขมันจากท้อง หรือตัดหนังจากส่วนอื่นมาทดแทน เจ็บตัว วุ่นวาย เสียเวลา) รับผิดชอบ1 ปีหลังผ่าตัด  และทางคลินิครับชำระด้วยบัตรเครดิต  บางแห่งหากเกิดความผิดพลาดโดยแพทย์ อาจรับผิดชอบค่ารักษาให้แต่เราต้องชำระค่ายาเอง  บางแห่งตั้งราคาไม่รวมค่ายาและค่าชุดทำแผลก็มี ทั้งนี้ต้องลองสอบถามเพื่อเปรียบเทียบค่ารักษาของแต่ละแห่งดูเองด้วย
      คุณหมอบอกว่าผู้เขียนมีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือตาสองข้างจะโตไม่เท่ากัน1มิล. บางคนที่เป็นมาก ตาอีกข้างจะห้อยตกลงมาเยอะ การรักษาจะต้องผ่าหนังตาด้านในด้วยจึงมีค่าใช้จ่ายบวกเพิ่มขึ้น ผู้เขียนลองกลับไปสังเกตดูรูปเก่าๆก็เห็นว่าตาไม่เท่ากันมานานแล้ว เลยอยากให้เป็นเหมือนเดิม (ธรรมชาติคือความไม่เพอร์เฟค) เลยตัดสินใจว่าไม่ผ่าเพิ่ม แต่หลังจากผ่าตัดแล้ว1เดือนคุณหมอได้แจ้งว่าได้ช่วยทำบางอย่างให้กับตาข้างที่เล็กกว่าไปด้วย
     การผ่าตาสองชั้นโดยทั่วไปกว่าจะเข้าที่จริงๆก็ใช้เวลา3-6 เดือน ส่วนบางคนที่มารีวิวว่าหายบวมได้ไวก็ถือว่าโชคดีมากค่ะ ของผู้เขียนในช่วง1 เดือนแรกนั้นตาก็จะบวมๆ ชั้นตาใหญ่และดูแก่ ที่หัวตามีรอยพับของชั้นตาสองรอยทำให้ดูเหมือนกำลังโกรธใครอยู่ แต่พอพ้นมาได้1เดือน2สัปดาห์ อาการที่กล่าวไปก็ดีขึ้นมาก
 
     ผู้เขียนเป็นคนที่ผิวบวมช้ำง่าย สังเกตจากเวลาโดนยุงกัดก็จะปูดบวมใหญ่ กระแทกอะไรนิดหน่อยก็เขียวช้ำ จึงต้องวางแผนเผื่อเวลาในการพักฟื้นไว้อย่างต่ำ1อาทิตย์ หลังผ่าอาทิตย์แรกตาบวมแทบจะปิด ตอนแรกเจ้าหน้าที่ที่คลินิคเชียร์ให้ผ่าทั้งตาสองชั้นและถุงใต้ตาพร้อมกัน แต่ยังไม่ตกลงใจขอกลับบ้านมาคิดให้ดีก่อน 1 คืน และตัดสินใจยอมเสียเวลาผ่าทีละอย่าง ตรงนี้อยากให้ทุกคนคิดทบทวนให้ดีๆกันก่อน ดีใจที่ได้ผ่าแยกกันเพราะถ้าผ่าพร้อมกันคงบวมเป่งจนปิดตามิดเดินตกบันไดบ้านเป็นอันตรายอีก ข้อดีอีกอย่างคือจะได้ดูผลของการรักษาไปทีละอย่างและจะได้ดูว่าหากมีข้อผิดพลาดจะได้แก้ไปทีละอย่าง และได้เห็นท่าทีของทางคลินิคว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรด้วย หลังจากผ่าตาสองชั้นแล้วต้องรออีกอย่างน้อย 1 เดือนจึงจะผ่าตัดถุงใต้ตาต่อได้
     ผู้เขียนซื้อน้ำใบบัวบกมาดื่ม(ควรดื่มภายใน1-2วัน) และน้ำมะพร้าวบรรจุขวดมาตุนไว้สำหรับ1อาทิตย์โดยดื่มวันละ2-3ขวด เพื่อช่วยลดบวมช้ำ นอนให้หัวสูงโดยเอาหมอนใบใหญ่มาลองหลังแล้วใช้หมอนรูปเกือกม้าที่เอาไว้นอนบนเครื่ิองบินมาหนุน เป็นท่านอนกึ่งนั่ง(หัวสูงกว่าหัวใจที่จะสูบฉีดเลือดไปคั่งที่แผล) ใช้เจลฮีรูสการ์หลอดเหลืองทาหลังจากตัดไหมแล้ว ทาป้องกันแผลเป็นนูนได้ผลดีค่ะ แต่ต้องขยันทาเป็นประจำหน่อย
 
การผ่าตัดถุงใต้ตา
   ปรึกษากับแพทย์ท่านเดิม และลองปรึกษากับคลินิคอีก 3 แห่งดู เปรียบเทียบแนวทางการผ่าตัด ค่าผ่าตัด ลองหาข้อมูลอ่านรีวิวต่างๆดูแนวทางการรักษา

   ตัดสินใจทำกับคุณหมอท่านเดิมเพราะว่าอยากตัดหนังตาล่างและถุงไขมันออกบางส่วนเพื่อช่วยกระชับผิวหนังใต้ตาได้ด้วย (ตาข้างขวาของผู้เขียนมีถุงไขมันปูดออกมา) หากเพียงแค่ใช้เลเซอร์ตัดถุงไขมันจากหนังตาด้านในออกแบบไม่มีแผลก็น่าจะโอเค แต่ถ้ามองถึงอายุ และผลในระยะยาวแล้วการตัดหนังตาด้านนอกออก แม้จะมีแผลที่ขอบตาแต่ก็จะค่อยจางหายไป แต่น่าจะไม่ต้องวิ่งกลับไปทำซ้ำอีกในไม่กี่ปี 

    คุณหมอบอกว่าถุงไขมันตัดออกเยอะไม่ได้ ไม่งั้นตาจะโบ๋ลงไปเลยไขมันส่วนนี้หากตัดออกแล้วก็จะออกไปเลย จึงต้องตัดแต่ทีละน้อย (มิฉะนั้นต้องไปหาไขมันจากส่วนอื่นของร่างกายมาเติม) กรณีที่ถุงไขมันโตมากอาจต้องนำไขมันที่ตัดออกมาเติมที่ร่องใต้ตาเพื่อช่วยให้ผิวหนังบริเวณนั้นดูเรียบเท่ากัน
     ข้อควรระวังอีกอย่างคือ ตาล่างปลิ้น หากตัดหนังตาล่างออกเยอะไปจะดึงรั้งหนังตาล่างลงมา บางคนที่กล้ามเนื้อตาอ่อนแอ หรือมีภาวะผิดปกติของผิวทำให้เกิดเป็นหนังแข็งขึ้นที่แผล ทั้งนี้มักเกิดกับผู้ที่มีอายุสูงวัย
     แพทย์จะแก้ปัญหาตาปลิ้นโดยการกรีดยาวไปถึงหางตาเพื่อเย็บยกกระชับกันไว้ก่อน บางท่านแนะนำให้ใช้เทปกาวที่ไว้สำหรับติดแผลกับผ้าก็อต มาติดช่วยยกใต้ตาให้ยกขึ้นไปหลังผ่าตัด (เห็นว่าตาปลิ้นจะรู้ได้หลังจากตัดไหม.....ตาของฉันจะปลิ้นไหมเนี่ย...)
       คุณหมอประเมิณให้ตัดออก3มิล. ผู้เขียนก็เลยเป็นกังวลว่าจะตาปลิ้นหรือเปล่า(คุณหมอบอกว่าการตัดหนังใต้ตาเยอะสุดประมาณ5 มิล.) ตอนผ่าตัดจริงคุณหมอลองตัดแค่ 2.5 มิล.แล้วถามว่าจะเอาออกอีกหน่อยไหมตามที่ได้คุยกันเพราะคุณหมอดูแล้วน่าจะตัดได้ (แต่ตาข้างซ้ายไม่มีถุงใต้ตาปูดและหนังตาไม่หย่อนก็ต้องตัดออกเท่ากัน)
หลังผ่าตัดได้ลองสังเกตดู คุณหมอได้กรีดเย็บขอบตาล่างของตาข้างซ้ายออกไปยาวป้องกันตาปลิ้นไว้ ช่วงนี้นอยด์เห็นตาข้างซ้ายปลิ้นหน่อยๆ บวกกับตายังบวมๆและเขียวช้ำอยู่ด้วย......
      พนักงานของคลินิคนี้ให้ข้อมูลและบริการที่ดี ในส่วนของห้องผ่าตัดมีพนักงานช่วยให้กำลังใจ จับแขน จับมือเวลาผ่าตัดและตอนถูกฉีดยาชา ขอบคุณน้องที่น่ารักคนนี้ในใจเลย
 ข้อแนะนำ
1.ถ้าหากเรานอยด์และตื่นเต้นเกินไปจะทำให้ความดันสูงแล้วเลือดจะออกเยอะกว่าปกติ จึงควรทำใจให้สบายๆสูดหายใจเข้ายาวๆจะช่วยได้
2.ตอนฉีดยาชาเจ็บบบจี๊ดดด ข้างละ2 เข็มรวมเป็น 4 เข็ม แต่ก็พอจะอดทนไหว ตอนผ่าตัดก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร หลังจากผ่าตัดแล้วก็มีปวดนิดๆ เจ็บแผลหน่อยๆบางครั้ง โดยรวมแล้วก็อยู่ในระดับที่ไม่มากนักและทนได้
3.การกินยาคลายเครียด(ยานอนหลับ)อาจเกิดผลแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนอาจเบลอจนจำอะไรไม่ได้ บางคนอาจหลับระหว่างทางกลับบ้านจนอาจเป็นอันตรายได้ ทางคลินิคจึงมักแนะนำให้พาเพื่อนมาด้วย ส่วนของผู้เขียนฉายเดี่ยว เพราะไม่อยากบอกใครและไม่อยากขอใครให้ลางานมานั่งเฝ้า เลยขอกินยาแค่ครึ่งเม็ด พอผ่าตัดเสร็จก็มานอนพัก 30 นาทีแล้วก็กลับบ้าน รู้สึกตัวตลอดเวลาค่ะ แต่ถ้าไม่กินแล้วจะรู้สึกนอยด์ๆมากพาลจะอยากกลับบ้าน ยังไงเลยต้องขอกิน
4.สำหรับคนที่แพ้ยา เช่น ยาฆ่าเชื้อ แก้อักเสบ ต้องคอยย้ำๆกับพนักงานให้ดีๆทั้งหน้าเคาท์เตอร์และหน้าห้องผ่าตัด เพราะก่อนเข้าห้องผ่าตัดจะต้องกินยาฆ่าเชื้อ  ลดบวมและแก้ปวดด้วย แล้วก็ต้องคอยดูยาที่จ่ายให้มากินหลังผ่าตัดด้วยว่ามียาที่แพ้หรือไม่
5.กรณีที่ต้องตามคุณหมอไปผ่าที่ต่างสาขา เมื่อไปถึงคลินิคก่อนเวลา1ชม.ให้ลองย้ำถามกับพนักงานว่าประวัติของเราส่งมาหรือยัง (คุณหมอจะได้ดูอ้างอิงก่อนผ่าตัดได้)
6.ไม่ต้องแต่งหน้าไปจะได้ไม่เสียเวลาคลีนหน้าก่อนผ่าตัดนาน
**ข้อปฏิบัติที่สำคัญก่อนการผ่าตัดให้ปรึกษากับทางคลินิคอย่างละเอียด**
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ตุลาคม 2017 โดย patty147 »